YS Racing Shop

การใช้รถยนต์เดินทางไปไหนมาไหนนั้น สะดวกสบายมากกว่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ปริมาณรถยนต์ในบ้านเราพุ่งสูงขึ้น และแน่นอนว่ามันทำให้คุณต้องเสียเงินค่าน้ำมันให้กับรถยนต์ของคุณมากขึ้นแน่นอน

 

วันนี้เรามีเคล็ดลับการประหยัดน้ำมันมาบอกกันดังนี้

 

ปรับตั้งเครื่องยนต์อย่างถูกต้อง

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐหรืออีพีเอ (Environmental Protection Agency -EPA) เผยว่า เครื่องยนต์ที่มีการปรับตั้งที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 4% นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาที่สำคัญ เช่น เซ็นเซอร์วัดปริมาณออกซิเจนทำงานผิดปกติ จะสามารถช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้มากขึ้น 40% และผู้ขับขี่ไม่ควรละเลยสัญญาณไฟเตือนให้นำรถเข้าไปตรวจสอบ

 

ตรวจสอบแรงดันลมยาง

การเติมลมยางที่เหมาะสมสามารถเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้มากขึ้นถึง 3.3% และช่วยให้ปลอดภัย และใช้งานได้ยาวนานขึ้น ยางที่มีลมยางอ่อนอาจทำให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 0.3% สำหรับทุกหนึ่งปอนด์ต่อตารางนิ้วของความดันลมยางที่ตกลงทั้งสี่ล้อ ทั้งนี้ สำหรับการตรวจสอบลมยาง ผู้ขับขี่ไม่ควรตรวจสอบแค่จากในระบบเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจเช็คสภาพลมยางด้วยอุปกรณ์วัดลมยางที่ดีอย่างน้อยเดือนละครั้ง และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดอ่านคู่มือการใช้งานรถยนต์ของคุณ

 

แก้ไขปัญหาสิ่งอุดตัน

หากคุณหายใจไม่ออก คุณก็จะเคลื่อนไหวได้ยากลำบาก เครื่องยนต์ก็เช่นกัน เครื่องกรองอากาศที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างหนัก และสิ่งแปลกปลอมอาจทำลายเครื่องยนต์ได้ การเปลี่ยนไส้กรองที่อุดตันจะช่วยเพิ่มการประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันขึ้น 14% ตามข้อมูลของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐหรืออีพีเอ ระบุว่า ในรถยนต์สมัยใหม่ การเปลี่ยนไส้กรองที่อุดตัน และสกปรกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้รถยนต์มีการเร่งความเร็วที่ดีขึ้น

 

เลือกใช้น้ำมันเครื่องให้เหมาะสม

การใช้น้ำมันเครื่องจะช่วยลดการเสียดสีของเครื่องยนต์ เพราะการเสียดสีนั้นจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ยากขึ้น ดังนั้น การใช้น้ำมันเครื่องตามที่บริษัทผู้ผลิตรถแนะนำจะช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันขึ้นอีก 1-2%

 

ตรวจสอบฝาถังน้ำมัน

ฝาถังน้ำมันที่หลวมหรือปิดไม่สนิท ไม่เพียงแต่จะทำให้ “ไฟเตือนรูปเครื่องยนต์” แจ้งเตือน แต่ยังเป็นเหตุทำให้น้ำมันระเหยไปหลายล้านลิตรในทุกๆ ปี ฝาถังน้ำมันที่หลวมหรือปิดไม่สนิทจะทำให้การประหยัดน้ำมันลดลง 1-2%

 

หลีกเลี่ยงสิ่งของที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ

การมีล้อขนาดใหญ่เต็มซุ้มล้อ และยางอัลตราโลว์โปรไฟล์อาจจะทำให้รถดูน่ามอง แต่จะเพิ่มอัตราการบริโภคน้ำมันให้สูงขึ้น นอกจากนี้ ล้อ และยางที่มีขนาดใหญ่ยังทำให้แรงต้านการหมุนของล้อเพิ่มขึ้น เพิ่มน้ำหนักใต้สปริงของช่วงล่าง (Un-sprung weight) และส่งผลต่อหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งทำให้ใช้น้ำมันมากขึ้น และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่ ในกรณีร้ายแรงอาจเป็นอันตรายต่อการเบรก และการควบคุมรถ

 

วางแผนการเดินทางของคุณ

ควรวางแผนการเดินทางให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการพาลูกไปโรงเรียน การไปซื้อของใช้จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีการจราจรติดขัด

 

นำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากรถ

 

การบรรทุกสัมภาระที่มากเกินไปทำให้รถของคุณต้องใช้กำลัง และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเพิ่มขึ้น สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐหรืออีพีเอ ระบุว่า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 45 กิโลกรัม จะทำให้ประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันลดลง 2% และอาจจะลดลงมากขึ้นสำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก การบรรทุกของหนักบนราวบนหลังคารถยนต์ทำให้ประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันลดลงถึง 5% น้ำมันประมาณหนึ่งในสี่ลิตรของน้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกเผาผลาญเมื่อรถต้องต้านกับแรงลม ดังนั้น เมื่อรถมีการบรรทุกสัมภาระไว้บนหลังคาจะทำให้การประหยัดน้ำมันลดลง

 

ขับรถให้ช้าลง

การขับรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจะใช้น้ำมันมากกว่าการรักษาความเร็วให้คงที่ เหยียบคันเร่งอย่างนุ่มนวล เมื่อออกจากทางแยกหรือสัญญาณไฟจราจร หลีกเลี่ยงการเร่งรถอย่างรวดเร็ว การใช้ความเร็วมากเกินไป และการเบรกอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้การประหยัดน้ำมันลดลง 33% บนทางหลวง และลดลง 5% สำหรับการขับรถในเมือง การขับรถที่ความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ 10-15% ซึ่งประหยัดกว่าการขับด้วยความเร็ว 104 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามข้อมูลทางทรัพยากรธรรมชาติของประเทศแคนาดา (Natural Resources Canada) ความเร็วที่ช่วยประหยัดน้ำมันมากที่สุด สำหรับรถส่วนมากจะอยู่ระหว่าง 50-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

ใช้ระบบปรับอากาศอย่างชาญฉลาด

เครื่องปรับอากาศในรถยนต์ลดประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันลง 10% ถ้าสภาพอากาศภายนอกเอื้ออำนวย แนะนำให้ปรับเพิ่มแรงลมให้สูงขึ้น เพื่อหมุนเวียนอากาศแทนการปรับลดอุณหภูมิลง และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปรับอากาศหากขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่า 64 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยสามารถปิดแอร์ และเปิดหน้าต่างแทนได้ถ้าอากาศดี แต่ถ้าหากขับด้วยความเร็วเกินกว่า 72 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเปิดหน้าต่างรับอากาศจากด้านนอก แรงฉุดของลมที่ไหลเวียนเข้ามาทางหน้าต่างจะทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าการเปิดแอร์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก boxzaracing

อ่านข้อมูลอื่นที่น่าสนใจ

ห้ามพลาด! Honda Civic Type R เพิ่มรุ่นพิเศษ Sport Line สำหรับลงแข่ง

ล้างรถอย่างไรให้เหมือนมือโปร

เสริมหล่อให้รถยนต์ ด้วย “ท่อไอเสียไทเทเนียม”
ท่อไอเสีย เป็นอุปกรณ์เสริมสมรรถนะซึ่งมักเป็นคำตอบแรกที่คนรักรถมักจะนำรถคันรัก ไปเปลี่ยนและติดตั้งใหม่ ซึ่งบอกเลยว่า ขอมันต่อมี แต่งรถให้ลูกชายด้วย ท่อ...
เคลือบแก้วเป็นยังไงแล้วเหมาะกับรถแบบไหน
หากพูดถึงการดูแลรถหลักๆ เราจะนึงถึงการล้างรถอย่างไรให้สะอาด ดูแลรถสีขาวอย่างไรให้ขาวอยู่เสมอ แต่วันนี้เราจะมาบอกถึง การเคลือบรถ และเคลือบแก้ว ว่าเหมาะ...
Leave a comment
Note: HTML is not translated!